Pet Fashion

April 24th, 2008 by Linina

สำหรับหลายๆคน สุนัขและแมวเป็นเพื่อนแท้ที่มีความหมายที่สุดของเราเลยนะคะ ความซื่อสัตย์ ความฉลาดแสนรู้ และความขี้เล่นของพวกมันทำให้เราอบอุ่นและมีความสุข เพื่อตอบแทนความรักที่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มีให้ เราจึงมอบความเอาใจใส่และความเอ็นดูให้กับพวกมันจนมนุษย์บางคนถึงกับต้องอิจฉาไปเลยค่ะ

ก็ช่วยไม่ได้นี่ค่ะ พวกมันน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ แถมยังรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไขอีกด้วย ทำให้ต้องยกตำแหน่งเพื่อนแท้ให้ไปเลย แถมด้วยแพกเก็จสปาหรู และแฟชั่นเสื้อผ้าสุดเก๋จนเป็นใครก็ต้องเหลียวหลังมามองและแอบยิ้มให้ในความน่ารักเฟี้ยวฟ้าวเฉี่ยวไฉไลของมัน

จะว่าไป สัตว์เลี้ยงเนี่ยเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาททั่วโลกนะคะ แค่เฉพาะในปี 2008 นี้ก็ประมาณว่าชาวอเมริกันจะยินยอมจ่ายเงินถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญเป็นค่าของใช้ต่างๆรวมไปถึงเสื้อผ้าของสัตว์เลี้ยง ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับสัตว์เลี้ยงถึงได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะบรรดาเจ้าของที่พากันคลั่งไคล้ความน่ารักของสุนัขที่ตนเลี้ยงยามพวกมันสวมใส่เสื้อที่ตัดเย็บอย่างดีโดยเฉพาะ หรือปลอกคอประดับแก้วและลูกปัดสีสวย แม้กระทั่งแว่นตากันแดดสำหรับสุนัขแบบเก๋ๆ รวมไปถึงกระเป๋า Pooch Bag สุดเก๋สำหรับใส่สุนัขพาเที่ยวด้วยค่ะ
แม้กระทั่งน้ำหอม!

มาดู Pet Fashion Week เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่อลังการที่สุดในโลกในโตเกียวกันบ้างดีกว่า ทีมนุษย์ยังมีแฟชั่นโชว์เลย แล้วทำไมเหล่าบรรดาเจ้าตูบจะมีบ้างไม่ได้ล่ะค่ะ ในงานนี้มีดีไซน์เนอร์ระดับโลกมาร่วมแสดงผลงานในคอลเล็กชั่นเกือบยี่สิบคนในท่ามกลางผู้ชมกว่าสามพันคน ในงานยังมีบูธแสดงสินค้าเกือบสองร้อยเจ้า มีการประมูลสินค้าสุนัขเพื่อการกุศลด้วย และ New Year Dog Party ก่อนหน้านั้นก็มีผู้เข้าชมกว่าสองหมื่นคนเชียวค่ะ
เป็นการคอนเฟิร์มว่า Pet Fashion นี่ฮิตจริงๆ

ยี่ห้อที่ดังๆก็มี Gooby ที่แฟชั่นสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ เก๋สุดตรงที่มีรองเท้าบูทสำหรับเจ้าจอมซนสี่เท้าของคุณด้วย อะไรจะเก๋ขนาดนั้น ส่วนยี่ห้อสุดฮิตสำหรับดาราฮอลลีวูดก็คือ Juicy Couture ที่ทำทั้งไลน์เสื้อผ้าสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง เวลาซื้อทีจะได้ใส่ลายคอลเล็กชั่นเดียวกันทั้งสุนัขทั้งเจ้าของยังไงล่ะค่ะ ยี่ห้อนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่าต้องถูกใจคุณผู้หญิงที่มีหัวใจหวานแหววแน่ๆค่ะเพราะเขาเน้นสีชมพูเป็นหลัก ตัวอย่างดาราดังที่ชื่อชอบแฟชั่นสำหรับสุนัขยี่ห้อนี่ก็มี Jessica Simpsons ที่ใช้กระเป๋าของ Juicy Couture มาใส่สุนัขโปรดของเธอไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ

ขนาดยี่ห้อดังที่สุดในโลกอย่าง Gucci, Prada, Louis Vuitton, Playboy และ Coach ยังต้องออกมาทำไลน์ Pet Fashion กันบ้างเลย ก็แหม ตลาดนี้กำลังมาแรงสุดๆนี่ค่ะเพราะมีแนวโน้มว่าบรรดาเศรษฐีในโลกจะมีสัตว์เลี้ยงมากกว่ามีลูกจริงๆและแน่นอนว่าพวกมันจะต้องถูกปรนนิบัติพัดวีดั่งลูกแท้ๆชนิดที่ว่ายอมทุ่มทุนเท่าไหร่เท่ากัน

โดยเฉพาะในหมู่ดาราฮอลลีวูดที่แต่งตัวสุนัขแข่งกันเพื่อแสดงสถานะและความฮอต จำภาพยนตร์เรื่อง Legally Blonde ได้ไหมคะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการโหวตผ่านทางเว็บไซต์ของ Animal Planet ว่าสร้างกระแสสัตว์เลี้ยงได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

ที่อุ้มสุนัขไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆก็มี Paris Hilton, Britney Spears, Jessica Simpson, Victoria Beckham และ Claire Danes ที่บอกว่าสุนัขที่แสนน่ารักเหล่านี้ทำให้พวกเธอคลายเหงาและพร้อมจะไปกับพวกเธอทุกที่ จนอดใจไม่ไหวเผลอติดพวกมันงอมแงมไปแล้ว

แต่ที่ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ในเรื่องของความรักแบบล้นเอ่อก็คือดาราสาว Tori Spelling ที่รักเจ้าปั๊กของเธอม๊ากมากจนจ้างดีไซน์เนอร์ส่วนตัวให้เพื่อออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆไม่ให้ซ้ำแบบใคร ตอนนี้เจ้ามีมี่มีตู้เสื้อผ้าใบโตเป็นของตัวเองแล้ว Tori เองบอกว่าตัวเธอยังไม่มีดีไซน์เนอร์ส่วนตัวเลย แต่เพื่อมีมี่แสนรักแล้วเธอยอมทุ่มเททุกอย่างให้เต็มที่ไม่คิดชีวิต เสื้อผ้าต่างๆของน้องปั๊กก็มีราคามากกว่าเสื้อผ้าของเธอแล้วล่ะค่ะ โอ้โห…เชื่อแล้วว่ารักและทุ่มจริงๆ

ทำไงได้ ก็เจ้าตูบมันน่ารักนี่ค่ะ

Sources

http://www.youtube.com/watch?v=AAxhb4-coF0

http://www.youtube.com/watch?v=qxzTilP3Xxk

http://www.petfashionweek.com/

http://www.focusonstyle.com/frontrow/petfashionwk07.htm

http://petfashiontrends.blogspot.com/

http://hollywoodpets.blogspot.com/

http://showbiz.sky.com/Stars-And-Their-Dogs

http://www.petpals.com.au/shop.cfm?cat=1

http://www.videojug.com/interview/top-dog-designers-2
วีดีโอ

http://www.glamourdog.com/    รูปเยอะ

http://www.juicycouture.com/store/catalog/catalogPage.jhtml;jsessionid=C3ML55KPLMVSECQAAJZHKWY?tid=P9&itemId=cat134&parentId=cat000000&masterId=&cmCat=

http://www.goobyfashion.com/pc/mainIndex.asp

http://www.petfashionweek.com/exhibitors/2008.html
ยี่ห้อต่างๆ

http://www.appma.org/press_industrytrends.asp

http://www.femalethiink.com/htdocs/style_beauty/style_corner.aspx?articleid=208 กระเป๋าสีชมพูที่ Jessica Simpsons ใช้สำหรับสุนัขของเธอ

Posted in MQB Reports having no comments »

Pet Fashion

April 18th, 2008 by Linina

สำหรับหลายๆคน สุนัขและแมวเป็นเพื่อนแท้ที่มีความหมายที่สุดของเราเลยนะคะ ความซื่อสัตย์ ความฉลาดแสนรู้ และความขี้เล่นของพวกมันทำให้เราอบอุ่นและมีความสุข เพื่อตอบแทนความรักที่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มีให้ เราจึงมอบความเอาใจใส่และความเอ็นดูให้กับพวกมันจนมนุษย์บางคนถึงกับต้องอิจฉาไปเลยค่ะ

ก็ช่วยไม่ได้นี่ค่ะ พวกมันน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ แถมยังรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไขอีกด้วย ทำให้ต้องยกตำแหน่งเพื่อนแท้ให้ไปเลย แถมด้วยแพกเก็จสปาหรู และแฟชั่นเสื้อผ้าสุดเก๋จนเป็นใครก็ต้องเหลียวหลังมามองและแอบยิ้มให้ในความน่ารักเฟี้ยวฟ้าวเฉี่ยวไฉไลของมัน

จะว่าไป สัตว์เลี้ยงเนี่ยเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาททั่วโลกนะคะ ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับสัตว์เลี้ยงถึงได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะบรรดาเจ้าของที่พากันคลั่งไคล้ความน่ารักของสุนัขที่ตนเลี้ยงยามพวกมันสวมใส่เสื้อที่ตัดเย็บอย่างดีโดยเฉพาะ หรือปลอกคอประดับแก้วและลูกปัดสีสวย แม้กระทั่งแว่นตากันแดดสำหรับสุนัขแบบเก๋ๆ รวมไปถึงกระเป๋า Pooch Bag สุดเก๋สำหรับใส่สุนัขพาเที่ยวด้วยค่ะ

แฟชั่นสำหรับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะในหมู่ไฮโซ ดารานักร้องนักแสดง และสาวๆชาวญี่ปุ่นจนเกิดดีไซน์เนอร์ออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้า สายจูง ปลอกคอ ของเล่นและ accessory อื่นๆสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ แม้กระทั่งน้ำหอม!

ทีมนุษย์ยังมีแฟชั่นโชว์เลย แล้วทำไมเหล่าบรรดาเจ้าตูบจะมีบ้างไม่ได้ แถมยังฮอตและป๊อปปูล่าร์สุดๆไม่แพ้ของมนุษย์อีกด้วย

ถ้าไม่เชื่อต้องมาดู Pet Fashion Week เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่อลังการที่สุดในโลกในโตเกียวค่ะ มีดีไซน์เนอร์ระดับโลกมาร่วมแสดงผลงานในคอลเล็กชั่นเกือบยี่สิบคนใน Pet Couture นี้ท่ามกลางผู้ชมกว่าสามพันคน ในงานยังมีบูธแสดงสินค้าเกือบสองร้อยเจ้า มีการประมูลสินค้าสุนัขเพื่อการกุศลด้วย และ New Year Dog Party ก่อนหน้านั้นก็มีผู้เข้าชมกว่าสองหมื่นคนเชียวค่ะ
เป็นการคอนเฟิร์มว่า Pet Fashion นี่ฮิตจริงๆ

โดยเฉพาะในหมู่ดาราฮอลลีวูดยิ่งฮอตไปกันใหญ่ จำภาพยนตร์เรื่อง Legally Blonde ได้ไหมคะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการโหวตผ่านทางเว็บไซต์ของ Animal Planet ว่าสร้างกระแสสัตว์เลี้ยงได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

กระแสดังถึงดาราฮอลลีวูดค่ะ ที่อุ้มสุนัขไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆก็มี Paris Hilton, Britney Spears, Jessica Simpson, Victoria Beckham และ Claire Danes ที่บอกว่าสุนัขที่แสนน่ารักเหล่านี้ทำให้พวกเธอคลายเหงาและพร้อมจะไปกับพวกเธอทุกที่ จนอดใจไม่ไหวเผลอติดพวกมันงอมแงมไปแล้ว

แต่ที่ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ก็คือดาราสาว Tori Spelling ที่รักเจ้าปั๊กของเธอม๊ากมากจนจ้างดีไซน์เนอร์ส่วนตัวให้เพื่อออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆไม่ให้ซ้ำแบบใคร ตอนนี้เจ้ามีมี่มีตู้เสื้อผ้าใบโตเป็นของตัวเองแล้ว Tori เองบอกว่าตัวเธอยังไม่มีดีไซน์เนอร์ส่วนตัวเลย แต่เพื่อมีมี่แสนรักแล้วเธอยอมทุ่มเททุกอย่างให้เต็มที่ไม่คิดชีวิต

ก็เจ้าตูบมันน่ารักนี่ค่ะ

Sources

http://www.youtube.com/watch?v=AAxhb4-coF0

http://www.youtube.com/watch?v=qxzTilP3Xxk

http://www.petfashionweek.com/

http://www.focusonstyle.com/frontrow/petfashionwk07.htm

http://petfashiontrends.blogspot.com/

http://hollywoodpets.blogspot.com/

http://showbiz.sky.com/Stars-And-Their-Dogs

Posted in Uncategorized having no comments »

Food Stylist

April 18th, 2008 by Linina

อาหารแต่ละจานกว่าจะออกมาให้เราได้รับประทานกันก็ต้องผ่านกรรมวิธีการปรุงต่างๆนานามากมายหลายขั้นตอนเลยนะคะ เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากรสชาติแล้ว รูปร่างหน้าตาของอาหารยังมีความสำคัญมาก จนตอนนี้มีอาชีพที่เกิดขึ้นจากศาสตร์และศิลป์การตกแต่งอาหารโดยเฉพาะ และกำลังเป็นอาชีพที่มาแรงสุดๆอีกด้วยค่ะ

อาชีพที่ว่านี้ก็คือ Food Stylist นั่นเอง Food Stylist คือนักออกแบบอาหารให้มีหน้าตาน่ารับประทานสุดๆ เพื่อเอามาทำถ่ายภาพประกอบเมนู หรือภาพโฆษณายั่วยวนให้พวกเราต้องไปชิมกัน Food Stylist ในร้านอาหารระดับห้าดาวยังมีหน้าที่ตกแต่งอาหารราคาแพงให้สวยงามสุดๆ จนเป็นอาหารตาอีกด้วย

ในการจัดแต่งอาหารนั้น Food Stylist จะต้องระดมความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ตลอดเวลา โดยต้องคำนึงถึงหลักอนามัยและคุณค่าทางโภชนาการทางอาหารด้วย ดังนั้น Food Stylist จึงต้องเข้าใจวิทยาศาสตร์อาหารอย่างถ่องแท้ว่าผักชนิดไหนมีปฏิกิริยาต่อความร้อนความเย็นอย่างไร วัตถุดิบแต่ละชนิดทั้งผักและเนื้อสัตว์สามารถนำมาปรุงให้เข้ากันได้อย่างไร ในขณะที่ต้องใช้ศิลปะเพื่อเล่นกับสีสันและรูปร่างของส่วนประกอบต่างๆควบคู่กันไปเพื่อดึงจุดเด่นและรสชาติของอาหารจานนั้นให้ออกมาน่าดึงดูดและอร่อยที่สุดอีกด้วย

แต่ถ้าพูดถึง Foodstyling เพื่อการโฆษณาแล้วล่ะก็ คุณสามารถโยนเรื่องรสชาติและวัตถุดิบทิ้งไปได้เลย เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ไม่สำคัญเท่าหน้าตาของอาหารค่ะ บ่อยครั้งที่นักแต่งอาหารต้องงัดกลเม็ดพิศดารต่างๆออกมาเท่าที่จะนึกได้เพื่อทำให้ภาพนั้นออกมาดีที่สุด เช่น การใช้ควันบุหรี่หรือสารเคมีต่างๆเพื่อสร้างไอให้เหมือนอาหารนั้นกำลังร้อนกรุ่นหอมหวลน่ารับประทาน การผสมกาวกับสีเพื่อทำชีสปลอมให้ยืด การใช้น้ำแข็งปลอมที่ทำจากก้อนอะคริลิก เครื่องดื่มจะได้ไม่เจือจางเมื่อต้องถูกถ่ายรูปนานๆ การย้อมสเต็กให้มีสีน้ำตาลน่าลิ้มลอง การลวกหรือย้อมผักให้มีสีสันจัดจ้านแล้วคลุกกับส่วนผสมอื่นๆแทนการผัดจริงๆเพื่อไม่ให้ผักสลดหรือเหี่ยว วิธีเหล่านี้คือตัวอย่างเทคนิกที่ Food Stylist ใช้ในการสร้างภาพให้ออกมาสวยงามที่สุดจนบางครั้งดูแตกต่างจากอาหารจริงมาก จนเจ้าของภาพโฆษณาเหล่านี้ต้องระบุว่าเป็นภาพที่ใช้ในการตกแต่งเพื่อโฆษณาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Foodstyling กำลังเป็นทางเลือกใหม่ของใครหลายคนเพราะเป็นอาชีพอิสระ รายได้ดี และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆนานา จนบูมทั้งๆที่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วยังไม่ค่อยมีใครรู้จักอาชีพนี้ในเมืองไทยมากนัก ทั้งที่จริงๆแล้วชนชาติไทยรู้จักและให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาอาหารมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแกะสลักผักผลไม้ การใช้พริกสีสดและผักชีต้นหอมในการตกแต่งอาหาร และความปราณีตในการนำเสนอสำรับต่างๆ จนขึ้นชื่อมาจวบจนทุกวันนี้

ไม่ต้องแปลกใจนะคะว่าทำไมอาหารไทยถึงได้บูมในชาวต่างชาติมาโดยตลอด ก็อาหารไทยทั้งอร่อยทั้งสวยงามอย่างนี้ไงคะ

Sources

http://www.foodstylist.co.th

http://en.wikipedia.org/wiki/Food_stylist

Posted in MQB Reports having no comments »

หนีร้อนไปหาโรงแรมน้ำแข็ง

April 1st, 2008 by Linina

วันหยุดสงกรานต์นี้คิดเอาไว้แล้วหรือยังคะว่าจะหนีร้อนไปเที่ยวที่ไหนดี ถ้ายังนึกไม่ออกแต่ต้องการดับร้อนแบบสุดขั้วล่ะก็ เราจะพาคุณตีตั๋วเข้าพักร้อนกันที่โรงแรมน้ำแข็งค่ะ

ใช่แล้วค่ะ โรงแรมน้ำแข็ง คุณไม่ได้ฟังผิดไปหรอกนะคะ เพราะโรงแรมที่ว่านี้ทำด้วยน้ำแข็งทั้งโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน เตียงนอน เสา เพดาน กำแพง เก้าอี้ จาน แก้ว โคมไฟ
ประตู รูปปั้นตกแต่งต่างๆ ทุกอย่างทำด้วยน้ำแข็งจริงๆค่ะ วิเศษไปเลยใช่ไหมคะ

โรงแรมน้ำแข็งหรือ Ice Hotel ดังๆของโลกมีอยู่ในหลายประเทศนะคะ แต่ที่เก่าแก่ที่สุดเป็นออริจินัลก็คือ Ice Hotel ในเมือง Kiruna ประเทศสวีเดนค่ะ

ประวัติความเป็นมามีอยู่ว่าเมื่อปีค.ศ. 1989 มีนักแกะสลักน้ำแข็งชาวญี่ปุ่นเดินทางมาสร้างและแสดงประติมากรรมน้ำแข็งที่นี่ ปีต่อมาศิลปินชาวฝรั่งเศสก็ได้เดินทางมาสร้างหอแสดงประติมากรรมน้ำแข็งอีกโดยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเป็นผู้ชมจำนวนมาก ในตอนกลางคืนนั้นเองที่นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถหาที่พักได้จึงพากันขออนุญาตินอนในหอโดยมีถุงนอนและหนังกวางเรนเดียร์เป็นเครื่องนอนกันหนาว หลังจากนั้นมาโรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลกก็ได้อุบัติขึ้นโดยสร้างขึ้นใหม่ทุกๆปีจากน้ำแข็งจากแม่น้ำ Torne โรงแรมแห่งนี้มีห้องพักจำนวน 80 ห้อง ทุกอย่างทำด้วยน้ำแข็งแม้แต่แก้วน้ำในบาร์ค่ะ

โรงแรมน้ำแข็งในประเทศสวีเดนได้จุดประกายให้นักออกแบบน้ำแข็งและสถาปนิกหลายคนสร้างโรงแรมน้ำแข็งขึ้นมาอีกหลายแห่ง ตอนนี้นักท่องเที่ยวที่ต้องการความแปลกใหม่สามารถหาโรงแรมน้ำแข็งได้ในประเทศนอร์เวย์ ฟินแลนด์ โรมาเนีย และแคนาดา

แต่ที่ดังยาวนานที่สุดก็คือ Hotel de Glace หรือ Ice Hotel Quebec ในประเทศแคนาดาที่ผนังน้ำแข็งมีความหนาเมตรกว่าและเพดานห้องสูงถึงห้าเมตร รองรับแขกได้
85 คน ที่นี่เจ๋งสุดด้านประติมากรรมและหอแสดงศิลปะ มีห้องฉายภาพยนตร์ บาร์ คาเฟ่ โคมไฟระย้า และห้องอาหารด้วยนะคะ เวลาจะดื่มว้อดก้าสักแก้วคุณจะต้องสวมถุงมือหนาๆเสียก่อนเพราะทั้งเหยือก แก้ว และจานต่างทำด้วยน้ำแข็งทั้งนั้นค่ะ แต่ไม่ต้องกลัวนะคะว่าจะหนาวจนนอนไม่หลับเพราะอย่างน้อยเตียงนอนและเก้าอี้ก็ปูด้วยหนังกวางเรนเดียร์เพื่อความอบอุ่น และยังดีที่ปราณีกันบ้างเรื่องของห้องอาบน้ำที่ติดเครื่องทำน้ำอุ่นและมีห้องซาวน่าในตึกที่สร้างแยกออกมาต่างหาก ก็ถึงจะชอบของแปลกขนาดไหนแต่จะมีใครอยากอาบน้ำเย็นเจี๊ยบแบบน้ำแข็งกันบ้างล่ะค่ะ ไม่ไหวแน่ๆ

หากนอนๆไปเริ่มไม่แน่ใจตัวเองว่าจะไหวหรือเปล่า กลัวว่าตื่นขึ้นกลายเป็นไอติมยักษ์ ก็สามารถหนีหนาวเข้าไปนอนในโรงแรมแสนอบอุ่นแบบธรรมดาๆที่ไม่มีน้ำแข็งเลยได้ใกล้ๆโรงแรมน้ำแข็งนี้ค่ะ เป็นหนึ่งในบริการของทางโรงแรมให้กับผู้เข้าพักทุกท่านอยู่แล้ว

โรงแรมแบบนี้กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวที่ต้องการความแปลกใหม่นะคะ ก็แหม…พักในโรงแรมระดับห้าดาวกันมามากแล้วคงเบื่อ หันมานอนบนก้อนน้ำแข็งกันบ้างดีกว่า

สำหรับใครที่สนใจใช้เวลาพักร้อนยาวของคุณในเดือนเมษานี้ในอุณหภูมิติดลบ ก็ลองหาข้อมูลของ Ice Hotel กันดูนะคะ ถ้าใครงบไม่ถึงก็ไปเที่ยวหิมะดรีมเวิร์ลด์บ้านเราไปก่อนก็แล้วกันค่ะ

 

Resources

http://en.wikipedia.org/wiki/Ice_hotel

http://www.icehotel.com/

http://www.glasssteelandstone.com/CA/PQ/QuebecCityIceHotel.html

http://www.boston.com/travel/getaways/canada/articles/2005/01/30/cold_comfort/?page=1

http://www.vagablond.com/1849/

http://www.icehotels.co.uk/

http://www.icehotel-canada.com/en/index.en.php

Posted in MQB Reports having no comments »

วิวัฒนาการของชุดว่ายน้ำ

March 30th, 2008 by Linina

หน้าร้อนมาถึงแล้ว อะไรจะดีไปกว่าการว่ายน้ำเล่นในทะเลล่ะค่ะ ก่อนจะหยิบชุดว่ายน้ำของคุณขึ้นมา คุณเคยสงสัยบ้างไหมคะว่าเทรนด์ชุดว่ายน้ำในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เราไปเพลินๆกับยุคต่างๆกันดีกว่าค่ะ

ชุดว่ายน้ำเริ่มมีตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเรื่อยมาจนถึงยุคโรมัน ดังที่เห็นได้จากรูปผู้หญิงใส่ชุดอาบน้ำที่ดูคล้ายคลึงกับชุดบิกีนี่บนฝาผนังโมเสกในห้องน้ำสาธารณะของยุคโรมัน หลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน การใส่ชุดอาบน้ำก็หายไปพร้อมกับวัฒนธรรมการอาบน้ำรวม ก่อนที่จะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในศตวรรษที่ 18 โดยนิยมใส่เป็นชุดกระโปรงแขนยาวทับกางเกงขายาว มีหมวกรวบผมและรองเท้า เนื่องจากทำด้วยผ้าจึงต้องมีการเย็บขอบกระโปรงด้วยวัสดุถ่วงน้ำหนักเล็กๆเพื่อกันไม่ให้กระโปรงลอยขึ้นเปิดเวลาอยู่ในน้ำค่ะ

การอาบน้ำในห้องอาบน้ำสาธารณะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆจนแผ่ลามไปยังยุโรปและอเมริกา ในต้นศตวรรษที่ 19 นี้เองที่ชุดอาบน้ำได้รับออกพัฒนาออกแบบให้ดูทะมัดทะแมงและรัดรูปขึ้น โดยสามหนุ่มจากรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ที่ริเริ่มไอเดียใหม่ๆในการสร้างชุดว่ายน้ำเป็นทักทอจากไหมพรม ถึงแม้ว่าจะอุ้มน้ำจนทำให้ชุดหนักเวลาโดนน้ำนะคะ แต่ชุดแบบนี้ก็ได้รับความนิยมมากเสียจนสามหนุ่มรวยไปเลย บริษัทของสามหนุ่มนี้มีชื่อในภายหลังว่า Jantzen ที่กลายมาเป็นผู้ผลิตชุดว่ายน้ำดังๆตอนนี้ยังไงล่ะค่ะ

ใน 1920s ได้มีการค้นพบวัสดุใหม่คือ ไนลอนโดยบริษัทดูปอนท์ที่มีน้ำหนักเบาและมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้การออกแบบชุดว่ายน้ำมีสีสันและดีไซน์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากมาย ผู้หญิงในยุคนี้นิยมการอาบแดดมากขึ้น แฟชั่นชุดว่ายน้ำจึงมีการเปิดเผยส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้น เช่น ไหล่ แขน และขา

ต่อมาในปี 1946
Jacques Heim และ Louis Reard

จากฝรั่งเศสได้แนะนำชุดว่ายน้ำที่ประกอบไปด้วยสองชิ้นให้ชาวปารีสได้รู้จักก่อนที่จะค่อยๆดังและลามไปทั่วโลก พวกเขาเรียกนวัตกรรมนี้ว่า บิกินี่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบิกินี่ อะทอล เกาะหินปะการังรูปวงแหวนบิกินี่ในมหาสมุทรปาซิฟิกที่เคยเป็นที่ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์หลายครั้ง เพราะชุดว่ายน้ำที่เผยสัดส่วนนี้จี๊ดจ๊าดมีอานุภาพรุนแรงเหมือนระเบิดนิวเคลียร์นั่นเองค่ะ

ในยุค 70 วัสดุไลคร้าได้ถูกผลิตขึ้น และกลายมาเป็นวัสดุหลักในการผลิตชุดว่ายน้ำเรื่อยมาจนปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติไม่อุ้มน้ำ เบาสบาย มีความยืดหยุ่น และทนทานกว่าวัสดุอื่น ชุดว่ายน้ำในยุคนี้ยังมีความเซ็กซี่ขึ้น Thong หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จีสตริง เป็นเส้นบางๆไว้ผูกรอบเอวสำหรับบิกินี่ชิ้นล่างหรือรอบหลังสำหรับชิ้นบน หรือแม้กระทั่งเป็นกางเกงที่ด้านหลังเป็นผ้าเส้นหนาหรือบาง ได้ความนิยมสุดๆในหมู่สาวๆชาวบราซิลจนค่อยๆซึมเข้ามาสู่ชาวยุโรปและอเมริกันค่ะ

ชุดว่ายน้ำในยุคดิสโก้ 80 มีลวดลายมากขึ้น มีการใช้ลายพรินท์ต่างๆ และวัสดุตกแต่งเสริมเช่นแก้วและพลาสติกทำให้ชุดว่ายน้ำมีความหลากหลายขึ้นค่ะ

ส่วนชุดว่ายน้ำเว้าหน้าเว้าหลังนั้น ต้องเรียกว่า French Cut
French Cut เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในยุค 90 เป็นชุดว่ายน้ำแบบวันพีซหรือชิ้นเดียวที่เผยส่วนสัดเนื้อหนังมากขึ้น

มาถึงปัจจุบันนี้กันบ้าง ชุดว่ายน้ำกลายเป็นแฟชั่นกันไปแล้วนะคะ ดังที่เห็นได้จากปกนิตยสารแฟชั่นบ้านเราเกือบทุกฉบับ ชุดบิกินี่ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ แต่ถ้าพูดถึงแนวโน้มของแฟชั่นโลกก็คงต้องบอกว่าสาวๆรู้จักภัยของแสงแดดมากขึ้น อัตราของมะเร็งผิวหนังก็สูงขึ้น ดังนั้นชุดว่ายน้ำแบบวันพีซมีการปกปิดผิวมากขึ้นจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ชุดว่ายน้ำยังคงไม่หยุดวิวัฒนาการไปเรื่อยนะคะ นอกจากฟังก์ชั่นในความคล่องตัว ไม่หนักเวลาว่ายน้ำแล้ว ยังเน้นความสวยงามอีกด้วย เช่นชุดว่ายน้ำพรางหุ่นที่ใส่แล้วทำให้ดูผอมเพรียวบางลงทันตาด้วยพรินท์ ตะเข็บ และวัสดุผ้าแบบพิเศษ หรือชุดว่ายน้ำที่ใส่แล้วปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากขึ้น ที่สำคัญยังมีชุดว่ายน้ำที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับสาวๆชาวมุสลิมด้วยนะคะ รับรองใส่แล้วไม่โป๊ แถมยังเล่นน้ำได้สบายใจอีกด้วยค่ะ

แล้วคุณล่ะค่ะ มีชุดว่ายน้ำแบบไหน

Resources

http://www.moreswimsuits.com/swimsuit-history.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Swimsuit

http://www.madehow.com/Volume-7/Swimsuit.html

http://inventors.about.com/od/sstartinventions/ss/swimsuit_2.htm

http://inventors.about.com/od/sstartinventions/ss/swimsuit_3.htm

http://www.fashion-era.com/early_swimwear.htm

http://en.wikipedia.org/wiki/Bikinis

http://en.wikipedia.org/wiki/Bikini_Atoll

http://www.fashion-era.com/swimwear.htm

http://www.jantzen.com/

http://www.ahiida.com/ ชุดว่ายน้ำมุสลิม

Posted in MQB Reports having no comments »

การเปลี่ยนแปลงวันปีใหม่ไทย

March 25th, 2008 by Linina

จากหลายยุคสมัยที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของประเทศสยาม-ไทย

คุณผู้ชมทราบบ้างหรือเปล่าคะว่าวันปีใหม่ของไทยเรามีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วทั้งหมดสี่ครั้งนะคะ
นับตั้งแต่ครั้งแรกสุดซึ่งเป็นไปตามจารีตประเพณีไทยแต่โบราณตามพุทธศาสนาที่ถือเอาวันแรมหนึ่งค่ำเดือนอ้ายหรือเดือนหนึ่งในฤดูหนาวเป็นวันปีใหม่ เหตุผลก็คือ ฤดูหนาวถูกเปรียบเทียบเป็นเวลาเช้ามืดของวันหรือต้นปี ฤดูร้อนเป็นเวลากลางวันหรือกลางปี และฤดูฝนที่อึมครึมเป็นกลางคืนหรือปลายปีนั่นเองค่ะ

ต่อมาเมื่อชาวพราหมณ์เข้ามาทำการค้าขายกับชนสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาจนรุ่งเรือง เราก็รับเอาคติพราหมณ์เข้ามาผสมผสานกับวิถีชีวิตและความเชื่อหลายประการของเราเอง หนึ่งในนั้นก็คือการใช้การโคจรของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับปี ดังนั้นปีใหม่ของไทยจึงถูกเปลี่ยนไปเป็นวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนห้าแทน

หลักจันทรคติก็ถูกใช้เรื่อยมานะคะ จวบจนกระทั่งในรัชกาลที่ห้า เราได้หันมาใช้การโคจรของดวงอาทิตย์แบบสุริยคติในการนับปีแทนแบบเก่า ที่สำคัญในปีพ.ศ. 2432 วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนห้าบังเอิญไปตรงกับวันที่ 1 เมษายนพอดี รัชกาลที่ห้าจึงทรงมีบรมราชโองการให้ถือเอาวันที่ 1
เมษายนของทุก
ปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับจากนั้นมา
ในเดือนนี้เองนะคะที่ทุกคนจะออกมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่ตนรักและเคารพ บ้านเรือนจะถูกทำความสะอาดอย่างหมดจด ผู้คนจะออกไปวัดทำบุญถือศีลเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่สะอาดผ่องแผ้ว มีการจัดงานรื่นเริงต่างๆเพื่อความบันเทิงใจของประชาชนอีกด้วยซึ่งยังคงติดมาจนถึงในปัจจุบันจนกลายเป็นการสาดน้ำใส่กันเพื่อความสนุกสนานมากกว่าเหตุผลอื่น

หลังจากที่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็มีการประชุมใหม่เพื่อหาวันปีใหม่ไทยในรัชกาลที่แปดโดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานกรรมการการประชุมในครั้งนี้ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าให้ต้องการฟื้นฟูจารีตแบบไทยโบราณกลับมาอีกครั้ง เป็นการนับเอาฤดูหนาวเป็นต้นปีซึ่งก็ตรงกับคติทางศาสนาพุทธด้วยเช่นกัน หลังจากศึกษาข้อมูลต่างๆแล้วทางคณะที่ประชุมได้พบว่าวันปีใหม่ไทยโบราณ –
วันแรมหนึ่งค่ำเดือนอ้ายนั้นใกล้เคียงกับวันปีใหม่สากลคือวันที่หนึ่งมกราคมมาก จึงได้เปลี่ยนวันปีใหม่ไทยมาเป็นวันที่หนึ่งมกราคมเสียเลยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าเดือนเมษายนจะไม่ใช่วันปีใหม่แล้วนะคะ แต่เราก็ยังคงเห็นความสนุกสนานรื่นเริงและประเพณีเก่าแก่ดีๆอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยคลายร้อนไปได้มากทีเดียว ประเพณีสงกรานต์ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยถึงแม้จะมีความใกล้เคียงกันมาก แต่เราก็สามารถเห็นสีสันบางประการที่แตกต่างออกไปตามแบบฉบับเฉพาะถิ่นได้ค่ะ

เช่นในภาคเหนือที่ยึดเรื่องมงคลเป็นหลัก ทุกบ้านจะสะอาดเอี่ยมอ่อง จะไม่มีการว่าร้ายกัน ชาวเหนือจะทำบุญและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอขมาในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไป ส่วนภาคกลางจะทำบุญตักบาตรกรวดน้ำปล่อยสัตว์และขนทรายเข้าวัดด้วยความเชื่อแต่โบราณเมื่อสมัยที่คนยังนิยมไปวัดบ่อยๆเพราะวัดเป็นศูนย์กลางของเมือง คนที่เข้าวัดจึงนำเม็ดทรายติดเท้ากลับออกไปด้วยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในช่วงสงกรานต์พวกเขาจึงซื้อทรายมาคืนวัดค่ะ

ชาวอีสานเองก็มีวัดเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและมีความผูกพันกับศาสนาอย่างแน่นแฟ้นนะคะ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนจะนิยมเข้าวัดทำบุญฟังธรรมและสรงน้ำพระพุทธรูปก่อนที่จะรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่และเล่นน้ำกันค่ะ ทางภาคใต้ดินแดงแห่งทะเลสวยของเราเน้นเรื่องการส่งท้ายและต้อนรับเทวดาประจำเมืองด้วยการสะเดาะเคราะห์สิ่งไม่ดีออกไปเป็นการส่งเทวดาเก่าและสรงน้ำแต่งองค์พระพุทธรูปอย่างสวยงามเพื่อต้อนรับเทวดาองค์ใหม่ค่ะ

หลังจากที่ได้ฟังประวัติปีใหม่ไทยแล้ว ทำให้เข้าใจและเห็นภาพยุคสมัยต่างๆของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม และอิทธิพลทางคติต่างๆเลยใช่ไหมคะ แต่ที่สำคัญที่สุดทำให้เราเข้าใจค่ะว่า ความรื่นเริงต่างๆและการละเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเขากำลังอินกันอยู่นั้นมาจากไหนกัน จะได้ไม่เสียชื่อว่าเป็นคนไทยเจ้าของประเพณีดีๆอย่างนี้ยังไงล่ะคะ

 

Sources

http://social.eduzones.com/katai/2839

http://www.tmr.ac.th/student_web/M4_2547/3/3_48_001/p1.html

http://lib.kru.ac.th/bsru/48/rLocal06/stories.php?story=06/02/04/0545530

http://www.zabzaa.com/event/newyear.htm

Posted in MQB Reports having no comments »

World Water Festival

March 25th, 2008 by Linina

สงกรานต์นี้ร้อนจริงๆนะคะ เรามาเล่นน้ำคลายร้อนกันดีกว่า เมืองไทยเราโด่งดังเรื่องประเพณีเล่นน้ำสงกรานต์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เข้าเดือนเมษายนทีไรถนนข้าวสารและสีลมเป็นต้องแน่นขนัดไปด้วยชาวต่างชาติที่พร้อมใจกันถือปืนฉีดน้ำพลาสติกอันโตหลากสีสันไปทุกที แต่เอ๊ะ…เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าคะว่ามีชาติใดอื่นที่มีวัฒนธรรมเล่นน้ำอย่างบ้านเราบ้างหรือเปล่า

ถ้าไม่นับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว พม่า และกัมพูชาแล้ว คุณคงจะแปลกใจถ้าเราจะบอกว่ามีค่ะ แถมยังมีหลายประเทศอีกด้วย เพียงแต่ไม่ว่าโด่งดังจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างประเทศไทยเท่านั้นเอง เราจะลองหยิบสักสองประเทศเด่นๆมาเล่าให้คุณฟังค่ะ

ประเทศแรกนะคะคือประเทศสเปนในเมืองกาลิเซีย (Galicia) ที่มีการละเล่นน้ำกันในวันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี ตำนานมีอยู่ว่าในเดือนสิงหาคมเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุดในสเปน หมู่บ้านวิลล่าการ์ซีย่า เด อารูซ่า (Villagarcía de Arousa) ต้องประสบกับความแห้งแล้งกันดารอย่างแสนสาหัสจนแทบจะไม่มีน้ำเหลือแล้ว คนทั้งหมู่บ้านจึงพากันแบกรูปปั้นของ Saint Roque ซึ่งเป็นนักบุญประจำเมืองแห่ไปรอบๆพร้อมกับตะโกนขอน้ำจากสรวงสวรรค์ คล้ายๆกับพิธีแห่นางแมวขอฝนเรานั่นแหละค่ะ ด้วยน้ำทั้งหมดที่เหลืออยู่อันน้อยนิดไม่กี่หยดนั้นเป็นของบูชา ทันใดนั้นฝนก็ตกลงมาและผู้คนต่างก็เต้นระบำกันอย่างดีใจท่ามกลางฝนอันชุ่มฉ่ำนั้นเอง หลังจากนั้นพิธีกรรมและการละเล่นนี้จึงกลายเป็นเทศกาลประจำปีอย่างเป็นทางการของหมู่บ้านอารูซ่า ทุกๆปีจะมีการแห่รูปปั้นของ Saint Roque ไปรอบๆ หลังจากที่รูปปั้นเข้าไปอยู่ในโบสถ์ตามเดิมแล้ว ทุกคนที่มายืนรอบนถนนจะตะโกนพร้อมๆกันว่า “น้ำ! น้ำ!” แล้วหลังจากนั้นสงครามน้ำก็เกิดขึ้นค่ะ อุปกรณ์ก็มีแต่ตั้งแต่ถังน้ำ สายยาง ไปจนถึงแม้กระทั่งรถดับเพลิงที่ออกมาฉีดน้ำใส่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจนเปียกชุ่มไปหมด ประเพณีนี้เล่นน้ำกันเพียงแค่วันเดียว ตั้งแต่เช้าจนบ่ายในวันที่ 16 สิงหาคม
เป็นการคลายร้อนในวันที่ร้อนที่สุดแห่งปีไปในตัวค่ะ

มาสดชื่นกันต่อที่ประเทศอาร์มีเนีย (Armenia) ในเมือง Abovyan
นะคะ เดือนกรกฏาคมจะกลายเป็นเมืองในเทพนิยายไปเลยค่ะเพราะจะมีแต่เรื่องหวานแหววและสันติภาพด้วยเทศกาลวาร์ดาวาร์ (Vardavar) ที่เป็นเวลาของครอบครัวและคนรักอย่างแท้จริง ที่มาของประเพณีนี้ก็เกิดขึ้นจากตำนานโบราณของชาวอาร์มีเนียที่นับถือ Astgheek เทพีแห่งความรักและความงามที่ถูกแทนด้วยดอกกุหลาบสีแดงและ Anaheet เทพีแห่งความบริสุทธิ์อ่อนโยนและอุดมสมบูรณ์ที่ถูกแทนด้วยน้ำ ทุกคนจะสาดน้ำเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากเมือง คู่รักจะปล่อยนกพิราบ หากนกพิราบบินเหนือหลังคาบ้านของฝ่ายหญิงสามครั้งจะเป็นสัญญาณว่าฝ่ายชายจะมาขอแต่งงานในฤดูใบไม้ร่วง วัวและแกะจะถูกประดับด้วยดอกไม้ป่า ชาวเมืองจะมอบดอกกุหลาบ ช่อดอกไม้ ผลไม้ สัตว์เลี้ยงและของขวัญให้แก่กัน ผู้คนจะไปขอพรที่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เด็กๆจะร้องเพลง ผู้หญิงจะเต้นรำ และรับประทานผลแอ๊ปเปิ้ลและลูกแพร์เพื่อความเป็นมงคล ผู้ชายจะเล่นมวยปล้ำและขี่ม้าแข่งกันโดยจะพยายามผลักให้คู่ต่อสู้ตกลงไปในน้ำ เป็นเทศกาลเล่นน้ำที่ทั้งโรแมนติกทั้งอบอุ่นจริงๆ

กลับมาที่บ้านเราอีกครั้ง ปีนี้เล่นน้ำกันยังไงก็อย่าลืมช่วยกันประหยัดน้ำบ้างนะคะ เล่นสนุกแต่พอควรดีกว่า อย่างน้อยจะได้สบายใจว่าปีนี้หายร้อนแล้ว ปีหน้าจะยังมีน้ำเหลือให้เราได้ใช้ต่อไปนานๆ ดีไหมคะ

(รูปมาจากเว็บข้างล่าง)

ในสเปน


ในอาร์มีเนีย

   
     
     

 

Resources

http://en.wikipedia.org/wiki/Water_festival

http://www.cyberspain.com/life/water.htm

http://news.opodo.co.uk/articles/2007-07-23/18220351-Spanish-Festa.php

http://www.whatsonwhen.com/sisp/index.htm?fx=event&event_id=13471

http://www.typicallyspanish.com/news/publish/article_12034.shtml

http://www.abovyan.com/index.php?option=com_content&task=view&id=61&Itemid=2

http://en.wikipedia.org/wiki/Abovyan

 


 

Posted in MQB Reports having no comments »

The Escape

March 20th, 2008 by Linina

escape
The Escape, Acrylic on Canvas

ในที่สุด หลังจากดองมานานนับหลายเดือนก็เสร็จจนได้
เย้ เย้ เย้! ไม่โดนประนามจากน้องชายแล้วว่าเข้าห้องมาทีไร เห็นแต่โครงร่างไม่เคยเสร็จเสียที -_- วาดแบบไม่มีแบบแผนอะไรเลย อยากลงไรก็ลง ไม่ชอบก็ลงทับ ความจริงได้ยินมาว่าต้องลงสีเข้มก่อนอะไรนี่แหละ แต่ทำไม่เป็น ลงแล้วอยากลงสีเข้มต่อ ทำไงดีอ่ะ ไม่รู้แล้ว ปึ๊ด ปึ๊ด เลยละกัน -_-

วันนี้เกิดอาการของขึ้น กินข้าวกลางวันเสร็จกลับเข้าห้องวาดรูปเลย วาดตั้งแต่บ่ายสามเพิ่งเสร็จตอนตีสามนี่เอง (แต่มีพักนะ ก็หิวนี่หน่า)
รู้เคล็ดลับตัวเองแล้วว่า ถ้าไม่ให้เบื่อ จะต้องเปิดเพลงฟังในระหว่างวาดรูปไปด้วย
เลือกเพลงที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจ ออกแนวอีโมๆหน่อย จะได้มีเพิ่มจินตนาการและอารมณ์

ฟังฟลัวร์อย่างเนี้ยะ ชอบวงนี้มากเลย โดยเฉพาะอัลบั้มวานิลลา เพราะทุกเพลง ฝันอยากร้องเพลงให้ได้อย่างนี้บ้างจัง

ฟัง era music, legion of boom (อัลบั้มนี้เพราะมากๆๆๆๆๆ เพราะแบบฟังแล้วเห็นภาพเป็นช็อตๆ เป็นแรงบันดาลใจโปรเจ็กท์ต่อไปด้วย อยากทำหนังสั้นสุดๆประกอบเพลงอัลบั้มนี้แหละ เดี๋ยวไปหัดตัดต่อให้ได้ก่อนนะ 555 - หมายเหตุ เห็นเค้าไหดองมาแต่ไกลแล้วล่ะ 555)

และอัลบั้ม trilogy ของ atb อัลบั้มนี้ไม่ค่อยแทรนซ์เมื่อเทียบกับอัลบั้มเก่าๆของเขา แต่ออกหวานเศร้าขึ้น ยิ่งเพลง afternoon rain ฟังแล้วเห็นภาพและได้อารมณ์กลิ่นอายของฝนที่เชื่องช้าและเศร้าเหงา เหมาะกับคอนเซ็พท์ภาพที่ตั้งใจจะวาดเลย

คอนเซ็พท์ก็คือ consumerism การบริโภคและวัตถุนิยมที่ไม่รู้จักพอจนก่อให้เกิดขยะบนโลกมากมาย หลายอย่างเป็นสิ่งของที่ไม่จำเป็นและซ้ำซ้อน เช่น การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือใหม่ทุกๆครั้งที่มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาด หรือการกวาดซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าทั้งๆที่มีสิ่งนั้นอยู่แล้ว ทีนี้วัตถุต่างๆอันเดิมจำนวนมากมายก็จะต้องถูกทิ้งทั้งๆที่ยังใช้งานได้ หรือไม่ก็กลายเป็นขยะอิเล็กโทรนิกส์ไปจนรกโลก ย่อยสลายไม่ทันแล้ว เกิดเป็นมลภาวะที่เป็นพิษต่อมนุษย์ สัตว์และต้นไม้ต่อไป แม้แต่ท้องฟ้าในภาพยังเป็นกลุ่มก้อนเมฆมลภาวะและท้องฟ้าสีชมพูทองเป็นสัญลักษณ์แทนความร้อนของโลกที่กำลังเสื่อมถอยลงทุกวันด้วยความไม่รู้และประมาทของคน

ตัวหลักในภาพคือตัวสีฟ้ามีตาอันโตเป็นศรีษะสองตัว สื่อแทนความหมายของมนุษย์โลกสองคนที่ตาสว่างมองเห็นสิ่งที่เป็นไปและต้องการหลุดพ้นไปสู่โลกอื่นที่สะอาดและบริสุทธิ์กว่า ตัวสีฟ้าตัวแรกยื่นมือมาให้ตัวสีฟ้าที่กำลังยืนอยู่บนกองขยะล้นโลกจับเพื่อดึงขึ้นไป

การทนุถนอมโลกที่กำลังบอบช้ำก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องยืนอยู่บนปลายเข็มแห่งความสุดขั้วเสมอไปหรอกนะ เพียงแต่ไม่ดูถูกวิธีเล็กๆน้อยๆที่พอทำได้สบายๆในแต่ละวันเท่านั้นก็พอแล้วมั้ง เราเองพอจะนึกอะไรออกก็ทำๆไปด้วยความยินดีและเพลิดเพลินเสียอีกที่ต้องคิดบริหารสิ่งนู้นสิ่งนี้

เช่น ไม่รับถุงพลาสติกถ้าไม่จำเป็นหรือถ้าไม่ลืมเอาถุงผ้าไปเอง ถุงพลาสติกทุกใบที่รับมาจะเอามาใช้ใหม่อีกครั้ง อะไรรีไซเคิลได้ก็รีไซเคิล เวลาทานอาหารที่ร้าน พยายามไม่แตะจานเปล่าเสริม พนักงานจะไม่ได้ต้องล้าง เปลืองน้ำเปลืองไฟ ลดการใช้ทิชชู่ลง เมื่อก่อนชอบดึงปึ๊ดดดดเดียวมาเป็นยวง หลังๆมานี้ก่อนดึงจะกะพื้นที่อาณาบริเวณที่ต้องใช้ก่อน อิอิ ;p ปิดไฟปิดน้ำเวลาไม่ใช้ เลือกน้ำยาซักผ้ายี่ห้อโฮมเพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายเองได้ (biodegradable) เวลาลงท่อน้ำเสียออกแม่น้ำหรือทะเลแล้วไม่ปล่อยสิ่งตกค้างที่เป็นพิษต่อพืชหรือสัตว์ทะเล ปลูกต้นไม้แม้จะมีระเบียงขนาดเล็ก (อืม แต่อันนี้ชอบต้นไม้อยู่แล้วเนอะ สดชื่นนน พูดถึงต้นไม้คิดถึงดอยตุงที่เพื่อนๆพาไปเมื่อเดือนกุมภา รักมาก ดินแดนในฝันเลยทีเดียว) ใช้รถไฟฟ้าประหยัดดีด้วย ถูกกว่า เร็วกว่าแท็กซี่เป็นไหนๆ หัวไม่เหม็นเท่านั่งมอเตอร์ไซค์ด้วย แต่บางวันก็นั่งรถเหมือนกัน เวลาซื้อสบู่จะเลือกสบู่เหลวชนิดรีฟิลเพราะเรามีขวดปั้มจากยี่ห้อแรกอยู่แล้ว กระดาษเอสี่ใช้แล้ว พลิกด้านพิมพ์ต่อ เวลาซักผ้ารอจำนวนชิ้นพอดีต่อการซักเครื่องครั้งหนึ่งก่อนแล้วค่อยหยอด เปลี่ยนหลอดไฟมาเป็นแบบประหยัดสองดวง เสื้อเก่าๆถ้าเก่าไม่มากเอาไปบริจาค ถ้าเก่ามากเอามารองบ้านมาริจังกับซารุให้อุ่นๆ ส่วนเรื่องเสื้อผ้าแฟชั่นชนะขาด เพราะยังใส่ชุดที่ซื้อมาเมื่อ 7 ปีที่แล้วอยู่เลย ใส่มันซ้ำๆ นานๆทีสองปีหนซื้อเสื้อผ้าใหม่ (โรคจิตไม่รู้ทำไม ไม่ใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าเลย ผิดกับเครื่องสำอางค์ครีมทาหน้า วุ้ย ขอให้บอกรุ่นไหนดีรุ่นไหนออกใหม่ รู้หมด ตอนนี้ freeze รายจ่ายเครื่องสำอางค์ก่อนเนื่องจากวันก่อนทำลิสต์เช็กสต๊อกเครื่องสำอางค์ตัวเอง ปรากฏว่ายังมีอยู่อีกเยอะ ใช้ได้อีกประมาณ 6-8 เดือน) รองเท้าบูตโดนมาริจังกับซารุโซบะแทะกัดจนเป็นรูตรงก้น ก็เอามาทำเป็นกระถางปลูกดอกไม้แทน ไหนๆก็มีรูระบายน้ำสำเร็จรูปอยู่แล้วนี่ ถึงแม้ว่าเวลาคนมาเยี่ยมจะต้องรู้สึกทะแม่งๆที่เห็นรองเท้าบูธสีฟ้าสดมีดินอยู่ข้างในบนระเบียงก็เถอะ -_-” ดีกว่าเอาไปทิ้งเฉยๆ

นี่ถ้ากางเกงในเก่าๆเอามาทำเป็นผ้าขี้ริ้วได้ก็คงทำแล้ว ดีนะที่ยังคิดได้

ที่ยังติดก็คือแอร์เพราะร้อนมากกกกกก เปิดพัดลมเอาไม่อยู่ ครีมทาตัวก็ยังไม่มีแบบรีฟิลก็เปลืองขวดพลาสติกหน่อย ชอบดื่มไอซ์ทีกระป๋อง และอีกมากมาย

จริงๆแล้วอยากให้ผู้ผลิตของต่างๆรับรู้เหมือนกันนะ ว่าผู้บริโภคอย่างเราให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์บ้านเราเองมากพอสมควร อยากให้เขาผลิดของที่ใจดีกับบ้านของพวกเราให้มากขึ้น ถ้าราคาไม่สูงกว่ากันมากนัก พวกเราก็พร้อมจะซื้อเพื่อความสบายใจไม่กระอักกระอ่วนเวลาใช้ของของเขาน่ะ เช่น ทีสบู่เหลวยังมีริฟิลได้เลย เครื่องสำอางค์อื่นๆก็น่าจะมีแบบเติมเช่นกัน โลชั่นแบบรีฟิล แชมพูก็แบบรีฟิล กระดาษพิมพ์บนกระดาษไรซีเคิลอะไรอย่างนี้ มีรถโดยสารระบบไฮโดรเจนมากขึ้น ทั้งรถเมล์และรถแท็กซี่

ใครเอาขวดน้ำอัดลมหรือขวดพลาสติกใช้แล้วไปคืนร้านค้าก็ได้เงินตอบแทนมา ร้านค้าก็ส่งขวดเปล่าใช้แล้วเหล่านี้คืนให้ผู้ผลิตสินค้านั้นๆไป มีแต่ได้กับได้ทุกฝ่าย เพราะพลังงานและทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการรีไซเคิลน้อยกว่าในกระบวนการผลิตตั้งเยอะ

ย้อนกลับมามองรูปที่เพิ่งวาดไปอีกที….
หวังว่าเจ้าสีฟ้าสองตัวนี้จะสมหวังนะคะ หรือไม่…ถ้าให้ดี… ขอให้ทั้งสองตัวรักษาโลกทันด้วยเถ๊อะ
ใครเห็นรูปนี้ในเว็บนี้แล้ว จงทำอย่างน้อยหนึ่งอย่างในวันนี้เพื่อเป็นผู้อาศัยบนโลกที่ดีด้วยนะคะ

โอม….เพี้ยง!

Posted in Diary having no comments »

ไปดูลิงกับค้างคาวที่ลพบุรี

March 12th, 2008 by Linina

Lopburi - land of monkeys and bats! Inspired by the magazine Sarakadee featuring an extremely rare species of bats only found in Thailand, Kang Kao Na Yak Lek Jamook Poom, we headed off to the spot, Lopburi. Our first stop was at the Pra Prang Sam Yod where loads of monkeys sunbathed, serviced one another by finding fleas, ate bananas and pumpkin seeds. One of the monkeys was so mean. It stole my gold earring and bit us. Beware, tourists! Monkeys do steal things! Then we went to Wat Kao Wongkot to witness the departure of millions of bats from their cave at around 6pm. After one full hour, the stream of bats did not even seem to thin down. Amazing Thailand!

อาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยวจังหวัดลพบุรี หลังจากที่อ่านนิตยสารสารคดีแล้วทำให้เกิดเอ็นดูค้างคาวหน้ายักษ์เล็กจมูกปุ่มขึ้นมา ดูจากรูปแล้วมันน่ารักมากๆ ตัวกลมๆ ปุ้มปุ้ย มีขนฟูๆ จมูกเป็นรูปหัวใจ หัวเล็กมากเล็กกว่าเล็บนิ้วโป้งอีก แต่เรื่องเศร้าของเจ้าค้างคาวชื่อยาวย๊าวยาวนี้ก็คือ มันกำลังสูญพันธุ์เพราะสายพันธุ์ด้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุหนึ่งก็คือคนล่ามันเพื่อกินเนื้อจนจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ (ตามสารคดีบอกว่า เมื่อเอามาทอด มีรสชาติเหมือนขาหมู เมื่อเอามาคั่ว อร่อยกรุบกรอบกินแกล้มเหล้าดีมาก) น่าสงสารจัง ค้างคาวพันธุ์นี้พบในประเทศไทยเท่านั้นและมีประชากรน้อยกว่า 1500 ตัว ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ ยิ่งสายพันธุ์ด้อยลงไปเรื่อยจากการผสมพันธุ์กันเองทั้งครอบครัวแล้ว ยิ่งมีโอกาสติดโรคเข้าไปใหญ่

คิดๆดูก็น่าสงสาร แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากเห็นมัน อยากมองดูมันห่างๆๆๆๆๆ แบบเงียบๆ

เป็นที่มาของทริปลพบุรีนี้ค่ะ

ตอนแรกไปแวะพระปรางค์สามยอดก่อน ใครจะไปเชื่อว่าจะมีลิงเยอะแยะเต็มไปหมดกลางเมืองแสกๆแบบนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ตกใจ ตื่นเต้นมากๆ รีบวิ่งเข้าไปถ่ายรูป (มาคิดๆดูตอนนี้ สงสัยตอนเราวิ่งก็ไม่ต่างอะไรจากลิงยักษ์แน่ๆ วิ่งทะเล่อทะล่าตื่นเต้นจมูกบาน) ระหว่างทางลิงสี่ห้าตัวก็เดินข้ามถนนมานอนบนระเบียงตึกแถวเล่นซะงั้น ไอ้เราก็ตื่นเต้นเหลือเกิ๊น แต่ชาวบ้านแถวนั้นทำหน้าแบบเฉยมาก ลิงสำหรับที่นี่เหมือนหมาในเมืองยังไงยังงั้น เป็นเรื่องธรรมดา มีแต่คนเมืองกรุงอย่างเราที่ตื่นเต้นสุดๆ


แม่เจี๊ยกจ๋า กินกล้วยเยอะนะกั๊บ หนูจะได้มีน้ำนมดื่มเยอะๆ
mommy, mommy, pls eat lots of bananas to produce milk for me to drink.


ดู ดู๊ ดูท่านอนของมัน
look at their sleeping post!


ตัวนี้ดราม่ามาก ทำหน้าเหมือนใกล้จะขาดใจ
this one is very dramatic. it looks like it’s about to die.


ส่วนไอ้ตัวนี้ก็ไม่รู้มันกำลังนับอะไรอยู่ หรือว่านับวันเงินเดือนออก?
what is this monkey counting? payday?

 สิ
มุมงีบน่ารักๆของจ๋อสองตัว
a quiet corner to sleep

ข้ามถนนไปถึง เจอลิงฝูงแรกกำลังนั่งเอกเขนกกินกล้วย บางตัวก็นอนอาบแดด ขนสลวยสีน้ำตาลอ่อนพุงขาวเป็นประกายเงางามในแสงแดดเหมือนใช้แชมพูซันซิลสูตรเพิ่มน้ำหนักให้กับเส้นผม นั่งกันก้นแดงเชียว บางตัวเก๋ยิ่งกว่า เอาลูกเล็กมานั่งบนก้นที่ย้วยพับจากข้างหลังย้อนกลับมาข้างหน้า พี่แทนบอกว่าที่ก้นแดงก็เพราะกำลังพร้อมผสมพันธุ์ เป็นการโฆษณาไปในตัวว่า “ตัวผู้จ๋า เข้ามาสิ เอลนิโย๊!”


red butt to advertise its “sexy time”
มามะ มามะ ก้นหนูแดงแล้วนะ


อันนี้ไม่ได้ก้นแดงนะ อันนี้คนค่ะ


ไอ้ลิงตัวแสบตัวที่กัดเราสองคนทำเป็นหาหมัดหาเหากิน ค้นๆคุ้ยๆ พอเราขัดขืนมันก็กระชากผม

บางตัวมีสัมภาระหนักต้องแบกลูกไปไหนมาไหนด้วย พอเข้าไปใกล้ๆมันก็จะรีบช้อนตัวลูกที่กำลังนั่งในวงขาหลังของมันขึ้นมาตวัดไปบนหลังก่อนลุกขึ้นเดินออกห่าง ส่วนมากเชื่อง พอถือถุงเมล็ดทานตะวันเข้าไปใกล้ๆ มันจะรู้เลย ตาส่งประกายวิบวับเชียว แบบว่า นายจ๋า ขอฉานกินเมล็ดกรุบกรั่บหน่อยเถ๊อะ เด็ดสุด ลิงยักษ์แม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งถึงกับกระโดดเข้ากอดบั้นเอวพี่แทน ส่งสายตาวิงวอนปริบ..ปริบ… ไอ้ลูกที่กำลังกอดแม่อยู่เลยถูกพี่แทนลูบไล้ด้วยบั้นเอวไปเรียบร้อย หุหุหุ….

ลิงน่ารักดี มีลูกลิงตัวหนึ่งมั่นใจเต็มร้อย โดดจากไหล่พี่แทนมาไหล่เรา จากไหล่เราไปไหล่พี่แทนเพื่อขอเมล็ดทานตะวันกิน

แต่….เป็นเรื่องธรรมดาที่ในละครทุกเรื่องจะต้องมีไอ้วายร้ายโผล่มาสร้างสีสันและเรียกเรตติ้งจากผู้ชม เช่นเดียวกับฉากพระเอกและนางเอกในแสงตะวันสีส้มยามเย็นที่จะต้องถูกสปอยล์ด้วยเจ้าลิงแสบตัวหนึ่ง ที่จู่ๆก็กระโดดมาขี่คอเรา มันแย่งถุงเมล็ดไปทั้งถุง เบบี๋ลิงตัวอื่นจะกินมันก็ขู่เข้าให้ แค่นั้นยังไม่พอ ยังมาแสดงอาการอีโรติกใส่เราโดยการเลียหูขวาแจ่บแจ่บแจ่บ… ยังไม่ทันได้จั๊กจี๋เท่าไหร่ มันก็ตะปบกระชากเอาตุ้มหูทองที่ใส่ติดหูมาสิบกว่าปีไปเฉย (แม่ให้มาด้วย เศร้าเลย) สงสัยไอ้ตอนที่เลียนี่เหมือนนางพยาบาลที่ต้องเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์ทาๆก่อนฉีดยา นี่มันเลียๆแผล็บๆแล้วกระชากเลย ทีเดียวหลุด ไม่ต้องแกะ ไม่มีแผล เซียนมาก หันไปอีกที มันหยิบเข้าปากซะแล้ว พยายามเอาคืนก็ไม่ได้ มันทำท่าจะกัดเอา ตอนนั้นเริ่มไม่หนุกแล้ว มันเริ่มแกะสร้อยคอ นาฬิกาแล้ว เรียกพี่แทน พี่แทนเข้ามาจะจับมันออก มันมองหน้าทีแล้วตบเสยพี่แทนเลย ประมาณว่า “อย่ายุ่ง เรื่องของข้า วะฮ่ะฮ่าๆๆๆ” หลังจากหายตกใจแล้วพี่แทนเข้าไปอีก มันแยกเขี้ยวให้แล้วเงื้อมือจะตบ ทำท่าขู่ แบบ เอาม๊า เอาม๊า อยากโดนก็เข้ามาเด้ เดี๊ยะแม่เสยเข้าให้ (ลิงไรวะ โคตรน่ากลัวเลย สยอง)


เริ่มออกฤทธิ์แล้ว ตัวนี้แหละ ฮือๆ ต้องจับสร้อยคอเอาไว้ มันก็ดันแกะนาฬิกาอีก กรรม…

กลัวแล้วอ่ะ โชคดีมันเปลี่ยนไปเล่นงานพี่แทนแทน กระโดดใส่เลย แต่โชคร้ายที่เราที่พยายามเข้าไปช่วยโดนมันหันขวับมา ทำตาขวางแล้วกระโดดลอยกลางอากาศ อ้าปากกว้างๆของมันที่ข้างในรายล้อมไปด้วยฟันเรียงเป็นแถว (เหมือนฟันคนมากๆอ่ะ ไม่น่าเชื่อทำไมเจ็บจัง) แล้วเหมือนภาพสโลโมชั่นเลยที่เห็นมันกัดแขน กัดฉึ่ก! ฉึ่ก! ตาถลนด้วย กัดแล้วไม่ยอมปล่อย กัดซ้ำอีก เจ้าลิงบ้ากัดฉานนนน! โอ๊ย! ช่วยด้วยๆๆ! เราดิ้นพราดๆ แต่ไอ้ลิงบ้าก็กระหน่ำกัดอีกสองสามครั้งที่เดิม พี่แทนตกใจแล้วงานนี้ มาดันมันออก มันเลยกัดพี่แทนเข้าให้ที่แขนสองแผล ที่นี้เลือดออกเลย โหดมาก ต้องวิ่งไปให้คนคุมสถานที่ช่วยไล่มันออกไป (นึกภาพออกป่ะ คนคุมกำลังขุดต้นไม้อยู่ แล้วมีภาพเจ๊ก้มหน้าวิ่งงุดๆมาหา บนคอมีลิงวัยรุ่นตัวหนึ่งกำลังยืนค้ำอยู่ มือถองๆๆๆหัวเจ๊จนหัวฟู หน้าเจ๊หงิกงอ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ช่วยด้วยค่า! ช่วยด้วย…)

หลังจากเราสองคนหาตุ้มหูไม่เจอแล้ว เราก็รีบเดินออกไปอีกด้านหนึ่งของปราสาท หยุดพักสติอารมณ์แป๊บนึงก็ปล่อยโฮ ตกใจอ่ะ ไอ้ลิงบ้าขโมยตุ้มหูทองเราไปอมเล่ม แถมยังทึ้งผมเรา แล้วฝากรอยฟันเป็นที่ระลึกด้วย ถึงวันนี้แผลที่แขนเขียวปั๊ด สลับกับสีเหลืองแบบเบนตาดีนทั้งๆที่ไม่ได้ใส่ แซมด้วยสีม่วงคล้ำช่างสวยงาม ส่วนพี่แทนตอนนี้แผลเลือดตกสะเก็ดแล้ว น่ากลัวที่สุด

รู้ว่ามีแค่ลิงตัวเดียวที่นิสัยไม่ดี แต่หลังจากนี้ไป กลัวลิงแล้วอ่ะ โฮ ภาพมันอ้าปากงับแขนยังฝังใจ กลัวลิงทั้งๆที่เราเกิดปีลิง มีแต่คนเรียกว่าลูกลิงเพราะนิสัยเหมือนกันเด๊ะๆ แต่กลัวแล้วจ้า….

ตั้งสติได้ ก็ไปดูค้างคาวกันต่อที่วัดเขาวงกฏ เป็นการขับรถที่มรณะมาก เพราะตอนนั้นเย็นมากแล้ว จวนเจียนกับเวลาที่เหล่าค้างคาวจากทุกถ้ำจะออกหากิน ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก ถ้าพลาดแล้วคงเซ็งไปอีกนาน ต้องมาใหม่วันหลัง เลยบึ่งรถอย่างเร้าใจ ระหว่างทางเห็นนกอื่นๆออกบิน ก็นอยด์นึกว่าเป็นแบทแมนออกหากินแล้ว ขับๆไป ระแวงไป เฮ้อออ

ในที่สุดก็ทัน มันบินออกมาได้สักพักแล้ว แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี ตรงนี้ถ่ายรูปไม่ได้ค่อยได้เพราะมันเริ่มมืดจัด แต่ค้างคาวเยอะมาก เหม็นด้วย ตอนก่อนออกเดินทาง วางแผนเอาไว้ว่าจะเอาแว่นปลอมๆ กับผ้าปิดจมูกมาด้วย เผื่อแหงนหน้ามองค้างคาวแล้วอุนจิเม็ดกิมจ๊อมันตกใส่ปากจะไม่งาม หรือใส่ลูกกะตาคงแย่ แต่…สุดท้ายก็ลืมเอามาหมดเลย จ๋อยยย…

มีคนอื่นสี่ห้าคนมาดูด้วยเป็นครอบครัว เรากระย่องกระแย่งไปที่โขดหินปากถ้ำเพื่อหามุมถ่ายรูป แต่ปรากฏว่าหาได้ไม่นานก็ต้องถอยทัพเพราะเรนบินตรงจากเกาหลีมา meet and greet เราถึงเมืองไทย ฉี่ค้างคาวเป็นสายฝนชุ่มฉ่ำละอองฝอยมาเชียว ถอยดีกว่า อ่า อ่า อ่า…

หันมาดูพี่แทนอีกที เอ๊…ไฝขึ้นที่ข้างขมับพี่แกตั้งแต่เมื่อไหร่ มองใกล้ๆระยะประชิดอีกทีถึงได้รู้ว่าน้องค้างคาวฝากเม็ดกิมจ๊อมาให้หนึ่งเม็ดซะแว้ววว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ รีบเช็ดออกแทบไม่ทัน อ๋อยยยย… เหม็นมาก +_+

เป็นทริปสั้นๆแต่ก็โหดมันฮาดี โดยเฉพาะที่โดนลิงกัด ตอนนั้นขำไม่ออก แต่ตอนนี้กลายเป็นโจ๊กไปซะแล้ว เสียดายตอนเล่าให้คนอื่นฟัง ไม่มีใครขำเลยสักคน มีแต่คิดว่าเจ้านี่จะน้ำลายฟูมปากเป็นโรคพิษสุนัขบ้าตอนไหน

สรุปถ้าใครสนใจอยากไปดูลิงกับค้างคาวล่ะก็ ลพบุรีไปบ่ายกลับดึกหน่อยก็ไม่เลวค่ะ เว้นแต่มีโปรแกรมแวะนู่นแวะนี่มากกว่านี้ก็ไปแต่เช้าก็ได้ ชิวๆ แต่ขอเตือน อย่าใส่เครื่องประดับอะไรไปเลยดีที่สุด แม้แต่แว่นสายตาก็